Max (แมกซ์)'s profileA+ Tutor Max: สอนพิเศษภา...BlogLists Tools Help

Max (แมกซ์)

Occupation
Location
Phone: 08-6798-4800 Email: maximin_1 [ฮอตเมล]

A+ Tutor Max: สอนพิเศษภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์

โทร 08-6798-4800

Welcome to my space!

 ตอนนี้ผมงดรับนักเรียนใหม่แล้วนะครับ เพราะงานยุ่งมาก

ยินดีต้อนรับสู่ Tutor Max's Space (เรียน ภาษาอังกฤษ และ คณิตศาสตร์ กับติวเตอร์แมกซ์) ครับ ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการสอนของผมหรือบทความอื่น ๆ ได้โดย click เลือกอ่านจากกรอบ Categories (ประเภท) ข้างล่างนี้ หรือจะไล่อ่านจาก Blog ในหน้านี้เลยก็ได้ครับ (ข้อมูลทุกอย่างอยู่ในหน้านี้)

ข้อสอบโอเน็ต (O-NET) และ ข้อสอบเอเน็ต (A-NET) ปีการศึกษา 2548

ขณะนี้ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้นำข้อสอบ O-NET และ A-NET ที่ใช้สอบไปเมื่อต้นปีนี้บางส่วน ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้วนะครับ (โดยไม่มีการเฉลยคำตอบ) เพื่อความสะดวก ผมจึงได้ทำลิงก์ไปยังข้อสอบแต่ละวิชาไว้ให้ด้านล่างนี้แล้ว น้อง ๆ ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปศึกษาได้ครับ (วิธีการดาวน์โหลด: เลื่อนเมาส์ไปยังวิชาที่ต้องการ จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Save Target As...)

          O-NET            
      01 ภาษาไทย
      02 สังคมศึกษา

      03 ภาษาอังกฤษ

      04 คณิตศาสตร์

      05 วิทยาศาสตร์

          A-NET             
      11 ภาษาไทย
      12 สังคมศึกษา

      13 ภาษาอังกฤษ

      14 คณิตศาสตร์

      15 วิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ทาง สทศ. ก็ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของเว็บไซต์จากเดิม http://www.ntthailand.com เป็น http://www.niets.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปครับ

เทคนิคการแยกตัวประกอบ

บทความนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะครับ ยังต้องปรับปรุง/แก้ไข/เพิ่มเติม อีกพอสมควร แต่เอามาแปะไว้ก่อน ถ้ามีเวลาจะมาเขียนเพิ่มอีกที

หลายคนอาจสงสัยว่า จะใช้วิธีนี้ทำไมให้มันยุ่งยากหว่า ใช้วิธีในหนังสือเรียนเร็วกว่าตั้งเยอะ ใช่ครับ ...สำหรับตัวอย่างนี้
แต่ในกรณีที่ ส.ป.ส. ของ x2 และพจน์ค่าคงตัว c มีค่ามากขึ้นและเป็นจำนวนที่สามารถแยกตัวประกอบได้หลายแบบ วิธีนี้จะช่วยลดการลองผิดลองถูกลงได้ ว่าง ๆ ผมจะนำตัวอย่างอื่น ๆ มาให้ดูเพิ่มเติมนะครับ

เรียน/ทบทวน Grammar จากข้อสอบ

วันนี้ลองมาเรียน/ทบทวนไวยากรณ์จากข้อสอบกันสักข้อนึงนะครับ จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง

The bank has offered a reward for information _______  to the arrest of the robbers.

1. lead
2. leads
3. led
4. leading

ข้อนี้ดูจากตัวเลือกปุ๊บก็จะรู้ทันทีว่าเป็นการทดสอบเรื่องรูปคำกริยา (verb forms) นั่นเอง โจทย์ข้อนี้ถือว่าไม่ยากนัก บางครั้งข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือข้อสอบอื่น ๆ อาจไม่ให้มาเป็นข้อเดี่ยว ๆ แบบนี้ แต่จะมาในรูปของ passage คือยกเรื่องมาให้อ่าน โดยตัดคำบางคำทิ้งไป แล้วให้เลือก choice ที่ถูกต้องมาเติมในส่วนที่เว้นว่างไว้

ก่อนอื่นเรามาทบทวนความรู้พื้นฐานกันก่อนนะครับ

เนื่องจากคำกริยา (verb; v) ในภาษาอังกฤษสามารถผันหรือเปลี่ยนรูปได้ ดังนั้น verb ตัวหนึ่ง ๆ จึงมีโอกาสปรากฏกายออกมาได้ 5 รูป ดังนี้

- base (v1) ... lead
- present tense (v1p) ... lead/leads
- past tense (v2) ... led
- past participle (v3) ... led
- -ing form (ving) ... leading

โดยปกติแล้ว ประโยคภาษาอังกฤษจะต้องมี กริยาวลี (verb phrase) ปรากฎอยู่เสมอ โดยกริยาวลีหนึ่ง ๆ จะมีโครงสร้างทั่วไปดังนี้

{กริยาช่วย (auxiliary or helping verb)} + กริยาศัพท์ (lexical verb or full verb)

วงเล็บปีกกาหมายถึง กริยาช่วยอาจปรากฏหรือไม่ก็ได้ เราแบ่งกริยาวลีออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

 finite verb phrase  หมายถึง
     ก. กริยาวลีที่แสดง tense ตัวอย่างเช่น leads, is leading, has led เป็นต้น หรือ
     ข. กริยาวลีที่ขึ้นต้นด้วยกริยาช่วยพวก will, can, may, must etc. (เรียกว่า modal verbs) ตัวอย่างเช่น may lead, will lead เป็นต้น

 non-finite verb phrase  หมายถึง กริยาวลีที่ไม่แสดง tense แต่จะอยู่ในรูป infinitive (v1 หรือ to+v1), past participle (v3) และ -ing form (ving) ตัวอย่างเช่น to lead, leading เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว ประโยคที่ไม่มี "ตัวเชื่อมประโยค"* และไม่มีเครื่องหมาย semicolon (;) ปรากฏอยู่ จะมี finite verb phrase ได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วน verb phrase ที่เหลือจะต้องอยู่ในรูป non-finite ทั้งหมด**

ดังนั้นเราจะเริ่มดูกันก่อนว่าประโยคที่โจทย์ให้มามี finite verb phrase หรือยัง? คำตอบก็คือมีแล้วใช่มั้ยครับ คือ has offered นั่นเอง ซึ่งเป็น verb phrase ที่แสดง tense (present perfect)

เนื่องจากประโยคนี้ไม่มีตัวเชื่อมประโยค ดังนั้นกริยาที่จะเติมในช่องว่างต้องเป็น non-finite verb phrase เท่านั้น เราจึงสามารถตัดตัวเลือกข้อ 2 leads ออกไปจากการพิจารณาได้ เพราะเป็นรูปที่ใช้ใน present tense (=finite)

ต่อไปก็ต้องเลือก non-finite verb phrase ที่เหมาะสมมาเติมในช่องว่าง ประโยคนี้ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายว่า "ธนาคารได้เสนอรางวัลให้แก่ข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมโจรปล้นธนาคาร"

จะเห็นว่า คำว่า lead เกี่ยวข้องกับคำนาม information กล่าวคือ information เนี่ยะมัน lead to (นำไปสู่) การจับกุมผู้ร้าย แสดงว่ากลุ่มคำที่อยู่หลังคำว่า information ทั้งหมด ทำหน้าที่ขยายความคำว่า information การนำกลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วยกริยามาขยายคำนามในลักษณะนี้เราจะใช้โครงสร้างที่เรียกว่า participle clause

กริยาใน participle clause ใช้ได้ 2 แบบ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

(1) ถ้านามข้างหน้าเป็นผู้กระทำกริยา (active) ให้ใช้ ving ***
(2) ถ้านามข้างหน้าถูกกระทำ (passive) ให้ใช้ v3 ****

สำหรับข้อนี้ คำนาม information ถือว่าเป็นผู้กระทำกริยา lead to (information นำไปสู่การจับกุมคนร้าย) ดังนั้น กริยา lead จึงต้องใช้รูป -ing ซึ่งก็คือ leading ในตัวเลือกข้อที่ 4 นั่นเอง โครงสร้างของประโยคในข้อนี้สรุปได้ดังแผนภาพข้างล่างครับ

  [คำว่า lead ในประโยคนี้เป็น intransitive verb (กริยาที่ไม่มีกรรมมารองรับ) ดังนั้น กลุ่มคำนาม the arrest of the robbers จึงไม่ใช่ object ของกริยา lead แต่เป็น object ของ preposition "to" อย่างไรก็ดี ในแผนภาพข้างบน ผมมอง lead to เป็น prepositional verb จึงถือว่ากลุ่มคำนาม the arrest of the robbers เป็น object ได้]

อนึ่ง เราอาจมองว่าประโยคในข้อนี้ลดรูปมาจาก The bank has offered a reward for information that leads to the arrest of the robbers. ส่วนที่ระบายสีเขียวเรียกว่า relative clause ซึ่งเราสามารถลดรูปมาเป็น participle clause ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น (ตัด that ทิ้ง แล้วเปลี่ยนคำกริยาให้อยู่ในรูป ving)

__________________________________________________________________________________________________

* ตัวเชื่อมประโยค ในที่นี้หมายถึง (1) conjunctions เช่น and, but, or, because, if, when, that(=ว่า)  เป็นต้น (2) relative pronouns ได้แก่ who, whom, which, that(=ที่) และ (3) wh-words เช่น why, when, where เป็นต้น
** อย่างไรก็ตาม บางประโยคอาจมีการละตัวเชื่อมไว้ ทำให้ประโยคนั้นไม่ปรากฏตัวเชื่อมแต่มี finite verb phrase ได้มากกว่า 1 แห่ง ตัวอย่างเช่น He said he loved me. (= He said that he...) The cakes she baked were delicious. (=The cakes that she...)  
*** กรณีข้อ (1) อาจใช้ having + v3 (perfect participle) ก็ได้ ตามความเหมาะสม
**** กรณีข้อ (2) อาจใช้ being + v3 หรือ having been + vก็ได้ ตามความเหมาะสม

 เนื้อความที่เขียนมาทั้งหมดข้างบนเป็นเพียงแนวคิดคร่าว ๆ เท่านั้นนะครับ (ขนาดคร่าว ๆ แล้วนะเนี่ย ยังยาวขนาดนี้ ;-)) อาจนำไปใช้ไม่ได้ทุกกรณี ถ้าจะให้ชัวร์ต้องศึกษาเรื่อง main clauses และ subclauses ให้กระจ่างแจ้ง จึงจะทำข้อสอบได้แม่นยำครับ
 


Oxford 3000™

ป็นที่ทราบกันดีว่า การพัฒนาความรู้ด้าน คำศัพท์ (vocabulary) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเรียนภาษาอังกฤษไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ผู้ที่รู้คำศัพท์มากย่อมได้เปรียบ แต่ครั้นจะให้ไปท่องดิกชันนารีทั้งเล่มคงไม่ไหวแน่ ดังนั้น เราจึงต้องมาดูว่าคำศัพท์คำไหนที่จำเป็นต้องรู้บ้างในระดับที่เรากำลังเรียนอยู่

กลุ่มคำศัพท์ที่ผมจะแนะนำในวันนี้คือคำศัพท์พื้นฐานที่ควรรู้เป็นอันดับแรก 3000 คำ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนระดับ ม.ปลาย และผู้ที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรรู้เป็นอย่างยิ่ง คำศัพท์กลุ่มนี้เรียกว่า Oxford 3000

คำศัพท์ใน Oxford 3000 เป็นคำศัพท์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษได้คัดเลือกมาอย่างดี ซึ่งศัพท์เหล่านี้เป็นคำที่พบบ่อยและปรากฏในบริบทหลากหลาย

ตัวอย่างคำศัพท์ใน Oxford 3000

abandon   absorb   exclude   exhibit   obey   observe   similar   worth   youth ...

นอกจากนี้ทาง Oxford ยังทำการรวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อยในบริบทเฉพาะ ได้แก่ คำศัพท์ทางด้านศิลปะ (arts words) คำศัพท์ทางด้านวิทยาศาสตร์ (science words) และคำศัพท์ทางด้านธุรกิจและการเงิน (business and finance words) โดยแต่ละหมวดจะประกอบไปด้วยคำศัพท์ที่พบบ่อย 250 คำ

หากน้อง ๆ (หรือพี่ ๆ) สนใจ lists คำศัพท์ที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถคลิกดูได้จาก links ข้างล่างนี้เลยครับ

(ถ้า links ข้างบนใช้ไม่ได้ คลิกดูได้ที่นี่)

สรุปเกี่ยวกับการสอนวิชาคณิตศาสตร์

 ผู้สอน   ติวเตอร์แมกซ์

  • จบปริญญาตรีจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม)
  • จบปริญญาโทจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 คอร์สที่รับสอน   (สอนตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย 2-4 คน)

  1.  คณิตศาสตร์ ม.3 - ม.4  สอนเนื้อหาตามหลักสูตรคณิตศาสตร์พื้นฐานและเพิ่มเติม
    • แนวการสอน  สอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เน้นปูพื้นฐานแต่ละบทอย่างละเอียดควบคู่กับการฝึกทำโจทย์แบบฝึกหัดจำนวนมาก มีการบ้านให้นักเรียนกลับไปฝึกทำเพื่อให้เกิดความชำนาญ
  2.  GED Mathematics   สอนคณิตศาสตร์เพื่อเตรียมสอบ GED (General Educational Development tests)
  3.  SAT Mathematics   สอนคณิตศาสตร์เพื่อเตรียมสอบ SAT standardized test

  ค่าใช้จ่าย 

  • เรียนเดี่ยว       คอร์สที่ 1 ชั่วโมงละ 300 บาท         | คอร์สที่ 2 และ 3 ชั่วโมงละ 400 บาท
  • เรียนเป็นกลุ่ม  คอร์สที่ 1 ชั่วโมงละ 225 บาทต่อคน | คอร์สที่ 2 และ 3 ชั่วโมงละ 300 บาทต่อคน (ผู้เรียนจัดกลุ่มมาเอง)
เรียนขั้นต่ำครั้งละ 2 ชั่วโมง

  สถานที่ 

แถวสยาม และเซ็นทรัลเวิลด์

 สนใจเรียนพิเศษกับผมติดต่อได้ที่  08-6798-4800 หรืออีเมล  maximin_1 [ฮอตเมล] 

การสรุปเรื่อง TENSES ด้วยแผนภาพ

การใช้แผนภาพสรุปเนื้อหาไวยากรณ์เรื่อง verb tenses จะช่วยให้เข้าใจและจดจำรูปแบบและวิธีใช้ tenses ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างแผนภาพสรุปเรื่อง present perfect simple ครับ

 

การหาที่ผิดในประโยค (Error Detection/Identification)

ข้อสอบประเภท error detection/identification เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความรู้ด้านไวยากรณ์ ข้อสอบแต่ละข้อจะให้ประโยคมา 1 ประโยค แล้วให้หาที่ผิดมา 1 แห่ง โดยมากจะให้เลือกที่ผิดจากคำที่ขีดเส้นใต้ไว้  น้อง ๆ หลายคนคงเคยทำข้อสอบลักษณะนี้มาบ้างแล้ว ลองดูตัวอย่างข้อสอบข้างล่างนี้นะครับ

As an active, commit global corporation, we join worldwide efforts to promote awareness of endangered species.

 เฉลย  ข้อนี้ผิดที่คำว่า commit ครับ ทำไมถึงผิด? ถ้าตอบแบบสั้น ๆ ก็คือ commit เป็น verb แต่ในที่นี้ต้องการ adjective ไปขยายคำว่า corporation ดังนั้น จึงต้องแก้เป็น committed (adj.) ครับ

สำหรับนักเรียนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษดี อธิบายเพียงเท่านี้ก็ "get" แล้วครับ แต่สำหรับคนที่พื้นฐานอ่อน อธิบายให้ฟังแค่นี้ไม่พอแน่ครับ แถมยังไม่เกิดประโยชน์อีกต่างหาก แล้วทีนี้ทำไงดีล่ะ? วิธีที่ดีที่สุดก็คือปูพื้นฐานไวยากรณ์ใหม่หมดก่อนที่จะมาทำข้อสอบประเภทนี้ อีกวิธีคือสอนจากข้อสอบและอธิบายวิธีคิดอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ ปกติแล้วผมจะใช้ทั้งสองวิธีผสมกัน คือ แบ่งเวลาเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งปูพื้นฐาน อีกส่วนหนึ่งฝึกทำข้อสอบ ซึ่งในการฝึกทำข้อสอบนี้ ผมจะอธิบายประเด็นไวยากรณ์และคำศัพท์ในข้อสอบข้อนั้น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย

ต่อไปนี้จะเป็นการวิเคราะห์ตัวอย่างข้อสอบข้อนี้อย่างละเอียด (เป็นการชี้ให้เห็นถึงวิธีวิเคราะห์ไวยากรณ์ในประโยค ไม่ใช่วิธีทำข้อสอบนะครับ เพราะการทำข้อสอบจริงไม่จำเป็นต้องดูละเอียดขนาดนี้)

 คำอธิบาย

เวลาอ่านประโยคภาษาอังกฤษ สิ่งที่เราควรให้ความสนใจเป็นอันดับแรกคือประธาน (S) และกริยาหลัก (Vmain) ของประโยค ซึ่งในประโยคนี้ S = we และ Vmain = join (สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าหา S และ Vmain มาได้อย่างไร ต้องไปทำความเข้าใจเรื่อง clause ก่อนครับ ซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้)

ผมจะแยกวิเคราะห์ประโยคเป็น 2 ท่อนนะครับ

(1) As an active, committed global corporation,

คำศัพท์

active (adj)           = ตื่นตัว, กระตือรือร้น
commit (v)            = กระทำ, ให้คำมั่น
committed (adj)   = ซึ่งอุทิศตน, มุ่งมั่น
global (adj)         = ระดับโลก, เกี่ยวข้องกับทั้งโลก
corporation (n)    = บริษัท

    • ท่อนนี้ใช้โครงสร้าง  as + noun phrase   (= ในฐานะที่เป็น...)
    • คำว่า active, committed และ global ต่างก็เป็น adjective ไปขยายคำนามคือ corporation (ดูแผนภาพข้างบนประกอบ)
    • จะรู้ได้อย่างไรว่าคำตอบคือ committed? ขั้นแรกก็ต้องรู้ก่อนว่า active และ global เป็น adjective [ควรรู้คำศัพท์บ้าง หรือถ้าจะเดาก็ต้องสังเกตจากตำแหน่งของมัน (อยู่หน้าคำนาม) และสังเกตจากรูปคำ (act-ive, glob-al) จึงเดาว่า "น่าจะ" เป็น adjective] เมื่อรู้ตรงนี้แล้วจะทำให้รู้ว่าคำที่อยู่ระหว่างกลางของ 2 คำนี้ก็ต้องเป็น adjective ด้วยเช่นกัน (นอกจากนี้ เราอาจสังเกตได้จากเครื่องหมาย comma หลังคำว่า active ซึ่งบ่งบอกว่าคำที่ตามหลังจะต้องเป็นคำชนิดเดียวกันกับคำที่อยู่ข้างหน้า) ต่อไปก็ต้องรู้คำศัพท์คำว่า commit และต้องรู้ด้วยว่ารูปคำที่โจทย์ให้มานี้มันเป็น verb แต่ตรงนี้เราต้องการ adjective ดังนั้นข้อนี้จึงไม่ถูกต้อง ต้องแก้เป็น committed (adj.)

(2) we join worldwide efforts to promote awareness of endangered species.

คำศัพท์
join (v)                  = ร่วม, เข้าร่วม
worldwide (adj)    = ทั่วโลก
effort (n)            = ความพยายาม
*
promote (v)        = ส่งเสริม
awareness (n)     = ความตระหนัก
endangered (adj) = ที่ใกล้สูญพันธุ์
species (n)         = สปีชีส์ (ชนิดของสัตว์/พืช)

[*ในประโยคนี้คำว่า effort ไม่ได้มีความหมายว่า "ความพยายาม" ตรง ๆ เสียทีเดียว แต่มีความหมายเฉพาะซึ่งในดิกชันนารีของ Collins COBUILD ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า "a particular series of activities that is organized by a group of people in order to achieve something" (กิจกรรมที่คนกลุ่มหนึ่งจัดขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง")]

  • we join worldwide efforts

คำว่า join เป็นกริยาที่ต้องการกรรม (transitive verb) ซึ่งกรรมในที่นี้ก็คือนามวลี "worldwide efforts..." นั่นเอง โดยคำว่า worldwide เป็น adjective ขยายคำนาม efforts

ดูที่คำว่า efforts ผิดมั้ย? เติม -s ถูกหรือยัง? คำว่าี้ effort ในที่นี้เป็นนามนับได้นะครับ ดังนั้นจึงสามารถเติม -s ได้ นอกจากนี้ข้างหน้าก็ไม่มี article หรือตัวบ่งปริมาณตัวอื่น ๆ ดังนั้นข้อนี้ OK แล้ว (ถ้ามี a, an อยู่ข้างหน้า จะเติม -s แสดงความเป็นพหูพจน์ที่คำนามไม่ได้)

  • to promote awareness of endangered species เราเรียกส่วนนี้ว่า infinitive clause ทำหน้าที่ขยายคำนาม efforts

กริยาของ clause นี้คือ to promote (เป็น non-finite นะครับ ไม่ผัน)
กรรมคือ awareness of endangered species 
นามหลักของมันคือ awareness ซึ่งนับไม่ได้ (อาจสังเกตได้จาก suffix -ness) ดูจากรูปคำและความหมายแล้วถูกต้อง

กลุ่มคำที่อยู่หลัง of ทั้งหมดทำหน้าที่ขยาย awareness กลุ่มคำหลัง of นี้ต้องเป็นกลุ่มคำนาม/นามวลี (noun phrase) ซึ่งในที่นี้คือ endangered species นั่นเอง โดย endangered เป็น adjective ขยายคำนาม species

คำว่า endangered ที่โจทย์ให้มานั้นถูกต้องแล้วทั้งในด้านรูปคำและความหมาย คำนี้สร้างจากคำกริยา endanger (= ทำให้อยู่ในอันตราย, คุกคาม) เมื่อเติม -ed เข้าไปปุ๊บจะได้คำใหม่คือ endangered ซึ่งเป็น adjective ที่อยู่ในรูป past participle (v3) ความหมายของมันจะสื่อถึงการถูกกระทำ (passive) ซึ่งในที่นี้ความหมายคือ "ซึ่งถูกทำให้อยู่ในอันตราย", "ซึ่งถูกคุกคาม" หรืออีกนัยหนึ่งคือ "ซึ่งใกล้สูญพันธุ์" นั่นเองครับ

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษนะครับ

เรียนไวยากรณ์จาก Mind Map

ในการสอนไวยากรณ์บางเรื่อง ผมจะสรุปเนื้อหาและตัวอย่างประโยคในกรณีต่าง ๆ ออกมาในรูปของ mind-map วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและความเกี่ยวโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในไวยากรณ์เรื่องนั้น ๆ ได้ดีขึ้น

References: (1) "Oxford guide to English grammar" by John Eastwood (2) "Longman student grammar of spoken and written English" by Douglas Biber, Susan Conrad & Geoffrey Leech.

สรุปเกี่ยวกับการสอนวิชาภาษาอังกฤษ

ก่อนเข้าสู่รายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ผมขอเล่าประวัติคร่าว ๆ ก่อนนะครับ

ผมจบปริญญาตรีจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม) และปริญญาโทจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่า อ้าว...ไม่ได้เรียนทางด้านภาษามาโดยตรงนี่ แล้วจะสอนได้ดีหรือ?

ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาเลยครับ เพราะผมศึกษาและพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองมาโดยตลอด

ย้อนกลับไปช่วงมัธยม ตอนนั้นวิชาโปรดของผมคือคณิตศาสตร์เท่านั้น ส่วนภาษาอังกฤษผมไม่สนเลยครับ เวลาสอบก็เดา ๆ ไปเรื่อย ถูกบ้างผิดบ้าง ผมมาเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังก็ตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.6 เพราะกลัวทำข้อสอบ entrance ไม่ได้ (น้อง ๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ ควรเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4-5 แล้ว) ช่วงนั้นก็ทุ่มเทกับภาษาอังกฤษมากเลยครับ ไม่ว่าจะอ่าน grammar, ท่องศัพท์, อ่านบทความภาษาอังกฤษทุกวัน, ฝึกทำข้อสอบ, ฟังเทป, หาวิดีโอติวเอ็นท์มาดู นอกจากนี้ ตอนผมเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ม.6 ก็ตั้งใจสุด ๆ จดทุกอย่างที่อาจารย์ท่านสอน พอเรียนแล้วก็เอาสมุดโน้ตมาอ่านซ้ำไปซ้ำมาจนจำได้หมด

เรียนไปเรียนมา ภาษาอังกฤษก็กลายเป็นวิชาโปรดของผมอีกหนึ่งวิชา ในช่วงเวลานี้เองที่ภาษาอังกฤษของผมได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เริ่มสอบได้ top ในชั้นเรียน และเมื่อสอบเข้าี่ธรรมศาสตร์ได้ก็ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะได้คะแนนสอบ entrance วิชาภาษาอังกฤษเกิน 80%

ในช่วงที่เรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ผมได้ศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนคอร์สวิชาเลือกด้านภาษาอังกฤษของคณะศิลปศาสตร์และสถาบันภาษาที่ธรรมศาสตร์ (ส่วนใหญ่จะได้คะแนน top ของห้องและได้เกรด A ทุกรายวิชา) นอกจากนี้ผมก็ยังได้เข้ารับการอบรมคอร์สเสริมทักษะภาษาอังกฤษของทางมหาวิทยาลัย และที่สำคัญคือการศึกษาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากตำราภาษาอังกฤษโดยตรง การอ่าน textbooks และแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ

หลังจากจบปริญญาตรี ผมใช้เวลาว่างในการรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน ม.ต้น-ม.ปลาย จากหลายโรงเรียน เช่น อัสสัมชัญ อัสสัมชัญคอนแวนต์ อัสสัมชัญพาณิชย์ (ACC) มหิดลวิทยานุสรณ์์ สตรีวิทยา ฯลฯ  ปีถัดมาผมสมัครสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 คณะคือ คณะอักษรศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ปรากฏว่าสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ได้ทั้ง 2 คณะ แต่ทางมหาวิทยาลัยให้เรียนได้คณะเดียว ผมตัดสินใจเลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

ในช่วงที่เรียนปริญญาโทจนถึงปัจจุบัน ผมรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษมาโดยตลอด (นอกจากนี้ก็ยังสอนคณิตศาสตร์ด้วย) ดังนั้นผมจึงมีความถนัดในการสอน และจากประสบการณ์ที่ได้สอนนักเรียนระดับมัธยมเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งก็ได้พบทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง ถึงอ่อนมาก ผมจึงเชื่อมั่นว่าไม่ว่าพื้นฐานของผู้เรียนจะอ่อนแค่ไหน ผมก็สามารถสอนให้รู้เรื่องได้ครับ (ภายใต้เงื่อนไขว่า ผู้เรียนต้องตั้งใจและเอาใจใส่ด้วยนะครับ)

  

 คอร์สที่รับสอน   (สอนตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย 2-4 คน)

  •  ภาษาอังกฤษปูพื้นฐาน  - สอนใหม่หมดครับ เน้นไวยากรณ์ (grammar) การอ่าน (reading) และคำศัพท์ (vocabulary) การเรียนใช้เอกสารของผม ไม่อิงเนื้อหาในโรงเรียนนะครับ คอร์สนี้เหมาะสำหรับนักเรียน ม.ปลาย ที่พื้นฐานค่อนข้างอ่อนและต้องการปูพื้นใหม่ทั้งหมด

  • เป้าหมายของคอร์สนี้คือ ให้น้อง ๆ มีพื้นฐานแข็งแกร่งพอที่จะไปทำข้อสอบแข่งขันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มั่ว เน้นความเข้าใจในหลักภาษา คอร์สนี้เป็นการเรียนระยะยาวนะครับ ไม่ใช่การติวแบบเร่งรัดไม่กี่เดือนก่อนสอบ ดังนั้น ผู้ที่ตัดสินใจเรียนคอร์สนี้ต้องมีเวลาพอสมควร (ควรเรียนอยู่ชั้น ม.4-5 จะดีมาก)

    หลังจากที่ผมได้ปูพื้นฐานไวยากรณ์และคำศัพท์ให้แล้ว ผมจะขยับไปสอนวิธีการทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลาย ๆ รูปแบบ เช่น ข้อสอบ O-NET, SMART I, etc. ต่อไปครับ


    ปัจจุบันผมรับสอนเฉพาะคอร์สนี้เท่านั้นนะครับ  คอร์สนี้ผมพัฒนาขึ้นมาสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการปูพื้นใหม่ทั้งระบบ ส่วนคนที่พื้นฐานดีอยู่แล้วอาจไม่เหมาะที่จะเรียนคอร์สนี้กับผมครับ

 ค่าใช้จ่าย 

  • เรียนเดี่ยว        ชั่วโมงละ 300 บาท
  • เรียนเป็นกลุ่ม   ชั่วโมงละ 225 บาทต่อคน (ผู้เรียนจัดกลุ่มมาเอง)
เรียนขั้นต่ำครั้งละ 2 ชั่วโมง

 สถานที่ 

แถวสยาม และเซ็นทรัลเวิลด์

 สนใจเรียนพิเศษกับผมติดต่อได้ที่  08-6798-4800 หรืออีเมล   maximin_1 [ฮอตเมล