| Max (แมกซ์)'s profileA+ Tutor Max: สอนพิเศษภา...BlogLists | Help |
|
|
A+ Tutor Max: สอนพิเศษภาษาอังกฤษ-คณิตศาสตร์โทร 08-6798-4800
ข้อสอบโอเน็ต (O-NET) และ ข้อสอบเอเน็ต (A-NET) ปีการศึกษา 2548 ขณะนี้ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้นำข้อสอบ O-NET และ A-NET ที่ใช้สอบไปเมื่อต้นปีนี้บางส่วน ออกเผยแพร่ทางเว็บไซต์แล้วนะครับ (โดยไม่มีการเฉลยคำตอบ) เพื่อความสะดวก ผมจึงได้ทำลิงก์ไปยังข้อสอบแต่ละวิชาไว้ให้ด้านล่างนี้แล้ว น้อง ๆ ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปศึกษาได้ครับ (วิธีการดาวน์โหลด: เลื่อนเมาส์ไปยังวิชาที่ต้องการ จากนั้นคลิกขวาแล้วเลือก Save Target As...)
นอกจากนี้ทาง สทศ. ก็ได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ของเว็บไซต์จากเดิม http://www.ntthailand.com เป็น http://www.niets.or.th ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไปครับ เทคนิคการแยกตัวประกอบบทความนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะครับ ยังต้องปรับปรุง/แก้ไข/เพิ่มเติม อีกพอสมควร แต่เอามาแปะไว้ก่อน ถ้ามีเวลาจะมาเขียนเพิ่มอีกที
หลายคนอาจสงสัยว่า จะใช้วิธีนี้ทำไมให้มันยุ่งยากหว่า ใช้วิธีในหนังสือเรียนเร็วกว่าตั้งเยอะ ใช่ครับ ...สำหรับตัวอย่างนี้ ตัวอย่างเอกสารประกอบการสอนเรื่อง clauses และ sentences เบื้องต้น
เรียน/ทบทวน Grammar จากข้อสอบวันนี้ลองมาเรียน/ทบทวนไวยากรณ์จากข้อสอบกันสักข้อนึงนะครับ จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง The bank has offered a reward for information _______ to the arrest of the robbers.
1. lead
ข้อนี้ดูจากตัวเลือกปุ๊บก็จะรู้ทันทีว่าเป็นการทดสอบเรื่องรูปคำกริยา (verb forms) นั่นเอง โจทย์ข้อนี้ถือว่าไม่ยากนัก บางครั้งข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือข้อสอบอื่น ๆ อาจไม่ให้มาเป็นข้อเดี่ยว ๆ แบบนี้ แต่จะมาในรูปของ passage คือยกเรื่องมาให้อ่าน โดยตัดคำบางคำทิ้งไป แล้วให้เลือก choice ที่ถูกต้องมาเติมในส่วนที่เว้นว่างไว้ ก่อนอื่นเรามาทบทวนความรู้พื้นฐานกันก่อนนะครับ เนื่องจากคำกริยา (verb; v) ในภาษาอังกฤษสามารถผันหรือเปลี่ยนรูปได้ ดังนั้น verb ตัวหนึ่ง ๆ จึงมีโอกาสปรากฏกายออกมาได้ 5 รูป ดังนี้ - base (v1) ... lead โดยปกติแล้ว ประโยคภาษาอังกฤษจะต้องมี กริยาวลี (verb phrase) ปรากฎอยู่เสมอ โดยกริยาวลีหนึ่ง ๆ จะมีโครงสร้างทั่วไปดังนี้ {กริยาช่วย (auxiliary or helping verb)} + กริยาศัพท์ (lexical verb or full verb) วงเล็บปีกกาหมายถึง กริยาช่วยอาจปรากฏหรือไม่ก็ได้ เราแบ่งกริยาวลีออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ finite verb phrase หมายถึง โดยทั่วไปแล้ว ประโยคที่ไม่มี "ตัวเชื่อมประโยค"* และไม่มีเครื่องหมาย semicolon (;) ปรากฏอยู่ จะมี finite verb phrase ได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วน verb phrase ที่เหลือจะต้องอยู่ในรูป non-finite ทั้งหมด** ดังนั้นเราจะเริ่มดูกันก่อนว่าประโยคที่โจทย์ให้มามี finite verb phrase หรือยัง? คำตอบก็คือมีแล้วใช่มั้ยครับ คือ has offered นั่นเอง ซึ่งเป็น verb phrase ที่แสดง tense (present perfect) เนื่องจากประโยคนี้ไม่มีตัวเชื่อมประโยค ดังนั้นกริยาที่จะเติมในช่องว่างต้องเป็น non-finite verb phrase เท่านั้น เราจึงสามารถตัดตัวเลือกข้อ 2 leads ออกไปจากการพิจารณาได้ เพราะเป็นรูปที่ใช้ใน present tense (=finite) ต่อไปก็ต้องเลือก non-finite verb phrase ที่เหมาะสมมาเติมในช่องว่าง ประโยคนี้ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายว่า "ธนาคารได้เสนอรางวัลให้แก่ข้อมูลที่จะนำไปสู่การจับกุมโจรปล้นธนาคาร" จะเห็นว่า คำว่า lead เกี่ยวข้องกับคำนาม information กล่าวคือ information เนี่ยะมัน lead to (นำไปสู่) การจับกุมผู้ร้าย แสดงว่ากลุ่มคำที่อยู่หลังคำว่า information ทั้งหมด ทำหน้าที่ขยายความคำว่า information การนำกลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วยกริยามาขยายคำนามในลักษณะนี้เราจะใช้โครงสร้างที่เรียกว่า participle clause กริยาใน participle clause ใช้ได้ 2 แบบ โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้
สำหรับข้อนี้ คำนาม information ถือว่าเป็นผู้กระทำกริยา lead to (information นำไปสู่การจับกุมคนร้าย) ดังนั้น กริยา lead จึงต้องใช้รูป -ing ซึ่งก็คือ leading ในตัวเลือกข้อที่ 4 นั่นเอง โครงสร้างของประโยคในข้อนี้สรุปได้ดังแผนภาพข้างล่างครับ
อนึ่ง เราอาจมองว่าประโยคในข้อนี้ลดรูปมาจาก The bank has offered a reward for information that leads to the arrest of the robbers. ส่วนที่ระบายสีเขียวเรียกว่า relative clause ซึ่งเราสามารถลดรูปมาเป็น participle clause ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวไว้ข้างต้น (ตัด that ทิ้ง แล้วเปลี่ยนคำกริยาให้อยู่ในรูป ving) __________________________________________________________________________________________________ * ตัวเชื่อมประโยค ในที่นี้หมายถึง (1) conjunctions เช่น and, but, or, because, if, when, that(=ว่า) เป็นต้น (2) relative pronouns ได้แก่ who, whom, which, that(=ที่) และ (3) wh-words เช่น why, when, where เป็นต้น
Oxford 3000™เป็นที่ทราบกันดีว่า การพัฒนาความรู้ด้าน คำศัพท์ (vocabulary) เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเรียนภาษาอังกฤษไม่ว่าจะระดับใดก็ตาม ผู้ที่รู้คำศัพท์มากย่อมได้เปรียบ แต่ครั้นจะให้ไปท่องดิกชันนารีทั้งเล่มคงไม่ไหวแน่ ดังนั้น เราจึงต้องมาดูว่าคำศัพท์คำไหนที่จำเป็นต้องรู้บ้างในระดับที่เรากำลังเรียนอยู่ กลุ่มคำศัพท์ที่ผมจะแนะนำในวันนี้คือคำศัพท์พื้นฐานที่ควรรู้เป็นอันดับแรก 3000 คำ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนระดับ ม.ปลาย และผู้ที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรรู้เป็นอย่างยิ่ง คำศัพท์กลุ่มนี้เรียกว่า Oxford 3000™ คำศัพท์ใน Oxford 3000™ เป็นคำศัพท์ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนภาษาอังกฤษได้คัดเลือกมาอย่างดี ซึ่งศัพท์เหล่านี้เป็นคำที่พบบ่อยและปรากฏในบริบทหลากหลาย ตัวอย่างคำศัพท์ใน Oxford 3000™
นอกจากนี้ทาง Oxford ยังทำการรวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อยในบริบทเฉพาะ ได้แก่ คำศัพท์ทางด้านศิลปะ (arts words) คำศัพท์ทางด้านวิทยาศาสตร์ (science words) และคำศัพท์ทางด้านธุรกิจและการเงิน (business and finance words) โดยแต่ละหมวดจะประกอบไปด้วยคำศัพท์ที่พบบ่อย 250 คำ หากน้อง ๆ (หรือพี่ ๆ) สนใจ lists คำศัพท์ที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถคลิกดูได้จาก links ข้างล่างนี้เลยครับ
(ถ้า links ข้างบนใช้ไม่ได้ คลิกดูได้ที่นี่) สรุปเกี่ยวกับการสอนวิชาคณิตศาสตร์ผู้สอน ติวเตอร์แมกซ์
คอร์สที่รับสอน (สอนตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย 2-4 คน)
ค่าใช้จ่าย
เรียนขั้นต่ำครั้งละ 2 ชั่วโมง สถานที่ แถวสยาม และเซ็นทรัลเวิลด์ สนใจเรียนพิเศษกับผมติดต่อได้ที่ การสรุปเรื่อง TENSES ด้วยแผนภาพการใช้แผนภาพสรุปเนื้อหาไวยากรณ์เรื่อง verb tenses จะช่วยให้เข้าใจและจดจำรูปแบบและวิธีใช้ tenses ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างแผนภาพสรุปเรื่อง present perfect simple ครับ
การหาที่ผิดในประโยค (Error Detection/Identification)ข้อสอบประเภท error detection/identification เป็นข้อสอบที่ใช้วัดความรู้ด้านไวยากรณ์ ข้อสอบแต่ละข้อจะให้ประโยคมา 1 ประโยค แล้วให้หาที่ผิดมา 1 แห่ง โดยมากจะให้เลือกที่ผิดจากคำที่ขีดเส้นใต้ไว้ น้อง ๆ หลายคนคงเคยทำข้อสอบลักษณะนี้มาบ้างแล้ว ลองดูตัวอย่างข้อสอบข้างล่างนี้นะครับ As an active, commit global corporation, we join worldwide efforts to promote awareness of endangered species. เฉลย ข้อนี้ผิดที่คำว่า commit ครับ ทำไมถึงผิด? ถ้าตอบแบบสั้น ๆ ก็คือ commit เป็น verb แต่ในที่นี้ต้องการ adjective ไปขยายคำว่า corporation ดังนั้น จึงต้องแก้เป็น committed (adj.) ครับ สำหรับนักเรียนที่พื้นฐานภาษาอังกฤษดี อธิบายเพียงเท่านี้ก็ "get" แล้วครับ แต่สำหรับคนที่พื้นฐานอ่อน อธิบายให้ฟังแค่นี้ไม่พอแน่ครับ แถมยังไม่เกิดประโยชน์อีกต่างหาก แล้วทีนี้ทำไงดีล่ะ? วิธีที่ดีที่สุดก็คือปูพื้นฐานไวยากรณ์ใหม่หมดก่อนที่จะมาทำข้อสอบประเภทนี้ อีกวิธีคือสอนจากข้อสอบและอธิบายวิธีคิดอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ ปกติแล้วผมจะใช้ทั้งสองวิธีผสมกัน คือ แบ่งเวลาเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งปูพื้นฐาน อีกส่วนหนึ่งฝึกทำข้อสอบ ซึ่งในการฝึกทำข้อสอบนี้ ผมจะอธิบายประเด็นไวยากรณ์และคำศัพท์ในข้อสอบข้อนั้น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วย ต่อไปนี้จะเป็นการวิเคราะห์ตัวอย่างข้อสอบข้อนี้อย่างละเอียด (เป็นการชี้ให้เห็นถึงวิธีวิเคราะห์ไวยากรณ์ในประโยค ไม่ใช่วิธีทำข้อสอบนะครับ เพราะการทำข้อสอบจริงไม่จำเป็นต้องดูละเอียดขนาดนี้) คำอธิบาย เวลาอ่านประโยคภาษาอังกฤษ สิ่งที่เราควรให้ความสนใจเป็นอันดับแรกคือประธาน (S) และกริยาหลัก (Vmain) ของประโยค ซึ่งในประโยคนี้ S = we และ Vmain = join (สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าหา S และ Vmain มาได้อย่างไร ต้องไปทำความเข้าใจเรื่อง clause ก่อนครับ ซึ่งผมไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้) ผมจะแยกวิเคราะห์ประโยคเป็น 2 ท่อนนะครับ (1) As an active, committed global corporation,
(2) we join worldwide efforts to promote awareness of endangered species.
ขอให้ผู้อ่านทุกท่านประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษนะครับ
เรียนไวยากรณ์จาก Mind Mapในการสอนไวยากรณ์บางเรื่อง ผมจะสรุปเนื้อหาและตัวอย่างประโยคในกรณีต่าง ๆ ออกมาในรูปของ mind-map วิธีนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและความเกี่ยวโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในไวยากรณ์เรื่องนั้น ๆ ได้ดีขึ้น
สรุปเกี่ยวกับการสอนวิชาภาษาอังกฤษ
ก่อนเข้าสู่รายละเอียดเกี่ยวกับการเรียนการสอน ผมขอเล่าประวัติคร่าว ๆ ก่อนนะครับ ผมจบปริญญาตรีจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม) และปริญญาโทจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่า อ้าว...ไม่ได้เรียนทางด้านภาษามาโดยตรงนี่ แล้วจะสอนได้ดีหรือ? ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาเลยครับ เพราะผมศึกษาและพัฒนาภาษาอังกฤษของตัวเองมาโดยตลอด ย้อนกลับไปช่วงมัธยม ตอนนั้นวิชาโปรดของผมคือคณิตศาสตร์เท่านั้น ส่วนภาษาอังกฤษผมไม่สนเลยครับ เวลาสอบก็เดา ๆ ไปเรื่อย ถูกบ้างผิดบ้าง ผมมาเริ่มศึกษาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังก็ตอนปิดเทอมใหญ่ก่อนขึ้น ม.6 เพราะกลัวทำข้อสอบ entrance ไม่ได้ (น้อง ๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ ควรเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4-5 แล้ว) ช่วงนั้นก็ทุ่มเทกับภาษาอังกฤษมากเลยครับ ไม่ว่าจะอ่าน grammar, ท่องศัพท์, อ่านบทความภาษาอังกฤษทุกวัน, ฝึกทำข้อสอบ, ฟังเทป, หาวิดีโอติวเอ็นท์มาดู นอกจากนี้ ตอนผมเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน ม.6 ก็ตั้งใจสุด ๆ จดทุกอย่างที่อาจารย์ท่านสอน พอเรียนแล้วก็เอาสมุดโน้ตมาอ่านซ้ำไปซ้ำมาจนจำได้หมด ในช่วงที่เรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ผมได้ศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนคอร์สวิชาเลือกด้านภาษาอังกฤษของคณะศิลปศาสตร์และสถาบันภาษาที่ธรรมศาสตร์ (ส่วนใหญ่จะได้คะแนน top ของห้องและได้เกรด A ทุกรายวิชา) นอกจากนี้ผมก็ยังได้เข้ารับการอบรมคอร์สเสริมทักษะภาษาอังกฤษของทางมหาวิทยาลัย และที่สำคัญคือการศึกษาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากตำราภาษาอังกฤษโดยตรง การอ่าน textbooks และแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ หลังจากจบปริญญาตรี ผมใช้เวลาว่างในการรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน ม.ต้น-ม.ปลาย จากหลายโรงเรียน เช่น อัสสัมชัญ อัสสัมชัญคอนแวนต์ อัสสัมชัญพาณิชย์ (ACC) มหิดลวิทยานุสรณ์์ สตรีวิทยา ฯลฯ ปีถัดมาผมสมัครสอบเข้าเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 คณะคือ คณะอักษรศาสตร์ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ปรากฏว่าสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ได้ทั้ง 2 คณะ แต่ทางมหาวิทยาลัยให้เรียนได้คณะเดียว ผมตัดสินใจเลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ในช่วงที่เรียนปริญญาโทจนถึงปัจจุบัน ผมรับสอนพิเศษภาษาอังกฤษมาโดยตลอด (นอกจากนี้ก็ยังสอนคณิตศาสตร์ด้วย) ดังนั้นผมจึงมีความถนัดในการสอน และจากประสบการณ์ที่ได้สอนนักเรียนระดับมัธยมเป็นระยะเวลาหลายปี ซึ่งก็ได้พบทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง ถึงอ่อนมาก ผมจึงเชื่อมั่นว่าไม่ว่าพื้นฐานของผู้เรียนจะอ่อนแค่ไหน ผมก็สามารถสอนให้รู้เรื่องได้ครับ (ภายใต้เงื่อนไขว่า ผู้เรียนต้องตั้งใจและเอาใจใส่ด้วยนะครับ)
คอร์สที่รับสอน (สอนตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย 2-4 คน)
เป้าหมายของคอร์สนี้คือ ให้น้อง ๆ มีพื้นฐานแข็งแกร่งพอที่จะไปทำข้อสอบแข่งขันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มั่ว เน้นความเข้าใจในหลักภาษา คอร์สนี้เป็นการเรียนระยะยาวนะครับ ไม่ใช่การติวแบบเร่งรัดไม่กี่เดือนก่อนสอบ ดังนั้น ผู้ที่ตัดสินใจเรียนคอร์สนี้ต้องมีเวลาพอสมควร (ควรเรียนอยู่ชั้น ม.4-5 จะดีมาก) หลังจากที่ผมได้ปูพื้นฐานไวยากรณ์และคำศัพท์ให้แล้ว ผมจะขยับไปสอนวิธีการทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลาย ๆ รูปแบบ เช่น ข้อสอบ O-NET, SMART I, etc. ต่อไปครับ ปัจจุบันผมรับสอนเฉพาะคอร์สนี้เท่านั้นนะครับ คอร์สนี้ผมพัฒนาขึ้นมาสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการปูพื้นใหม่ทั้งระบบ ส่วนคนที่พื้นฐานดีอยู่แล้วอาจไม่เหมาะที่จะเรียนคอร์สนี้กับผมครับ
ค่าใช้จ่าย
เรียนขั้นต่ำครั้งละ 2 ชั่วโมง สถานที่
สนใจเรียนพิเศษกับผมติดต่อได้ที่ |
||||||||||
|
|